Kashmir if you can

[SORRY, WE DON’T HAVE THIS BLOG POST IN ENGLISH]

The ultimate part

KASHMIR

I’ll remember the gold mountain, the ice-cold of the rain drop on my face and the pace of the horse.

KASHMIR the ultimate place of mine

The images in this blog post รูปใน blog นี้ เป็นรูปอันน้อยนิดที่โพสจากมือถือลง facebook และ IG ในตอนนั้น
ผสมกับรูปจากกล้องฟิล์มของปูน เพราะ รูปและวิดิโอทั้งหมดในกล้องของเรา หายไปหมดกับ harddisk แล้ว
ไม่สามารถกู้คืนได้ เป็นเรื่องที่ทำให้เราน้ำตาซึมไปพักใหญ่ๆเลย (และเราจะบ่นเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ)
ยังไงก็ขอขุดรูปจากที่ต่างๆขึ้นมาเขียนมันเก็บไว้เป็นความทรงจำ

แค่ไหนก็ต้องจาก

จะผูกพันธ์แค่ไหน เราก็ต้องจากกันอยู่ดี ลาความทรงจำที่เลห์
และทำตัวให้พร้อมเปิดรับความรู้สึกใหม่ สิ่งใหม่ๆที่กำลังจะได้เจอที่แคชเมียร์
คืนนั้นคนที่เลห์บอกเราว่า ให้ระวังตัวด้วยนะต่อจากนี้ คนที่นั่นอาจไม่เหมือนคนที่นี่แล้วนะ
ทั้งคุณพ่อ ทั้งสกัดมา บอกให้ดูแลตัวเองกันดีๆ
มันก็เศร้าประมาณนึงแล้วก็ปนๆกับความตลกและความกลัว

10425376_10204318740503702_6436393395178231200_n

1919660_10204318734383549_1475733388528447251_n

10561820_10204318894107542_7610969487056010562_n

10471429_10204318694342548_3179862960211821455_n

อยู่ในอินเดียเนี่ย ความรู้สึกที่เป็นต้องมี default อยู่แล้วคือความกลัว

ความกลัวทำให้เราระแวดระวัง คอยป้องกันตัวเอง
ซึ่งความรู้สึกนั้นมันเหมือนจะหายไปแป๊บนึงตอนเรามาอยู่เลห์
แต่ตอนนี้ก็ต้องเอามันกลับขึ้นมาใช้ใหม่ เพราะเราไม่รู้จากนี้ต้องเจอกับอะไร
และเราเลือกที่จะไปแคชเมียร์โดยการนั่งรถตู้ และออกรถกันตอนกลางคืน
ด้วยเหตุผลที่ว่า ระหว่างทาง มันสวยมากๆ จนถ้านั่งเครื่อง เราต้องเสียดายกันแน่ๆ
ดังนั้น ความกลัว คือเพื่อนระหว่างทางอันมืดมิดในคืนนี้

ส่วนความตลก มันมักจะมาพร้อมกับเพื่อนเราเนี่ยแหละ

ซึ่งในที่นี้โดยส่วนมากเลยก็คือเอ๋ย เอ๋ยบอกว่าต่อจากนี้เราจะทำตัวเฟรนด์ลี่
ทำตัวปัญญาอ่อนหลอกง่ายกันไม่ได้แล้วนะ ดังนั้นนั่นเป็นที่มาของ “หน้าสระอิ”
พวกเราคิดกันว่าจะทำปากสระอิกันตลอดเวลาที่คุยกับคนที่แคชเมียร์ (จะคิดแบบนี้ได้นี่ไม่ใช่คนธรรมดานะ)
ซึ่งเวลาทำจริงมันตลกมาก แล้วซักพักเราก็ทำตัวปัญญาอ่อนกันเหมือนเดิมอยู่ดี
สรุปว่า “หน้าสระอิ” ไม่ได้ผลนะ

10612784_10204318548418900_6121988179415428628_n

1896846_10204318563339273_4667983115024597899_n

The night road trip

เราออกรถกันตอนกลางคืน โดยมีโลโต๊ส (คนขับรถคนแรก) ขับมาส่งให้กับคนขับอีกคนที่ไม่ใช่คนเลห์แล้ว
พอขึ้นรถคันใหม่ เราก็เริ่มทำหน้าสระอิกัน
รถขับออกไปในความมืดของหมู่บ้านที่ไม่ค่อยจะมีไฟเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ยิ่งไกลออกไปยิ่งมืดมมิดหนักเข้าไปอีก

ระหว่างทางก็พักกินข้าวหนึ่งที ที่ร้านข้างทางที่ห่างไกลกับความเจริญทั้งหมดทั้งมวล
จำไม่ได้แล้วว่ากินอะไร จำได้แค่ว่าแม้จะกลัวกันมากๆ
แต่ความหิวก็ทำให้พวกเราตัดสินใจพักกินข้าวกันที่ร้านนี้อยู่ดี
แล้วเราก็เดินทางกันต่อบนถนนที่ขรุขระ โดนรถเขย่ากันแทบตลอดทาง
มืดมิดซะจนมองเห็นแค่ไม่กี่เมตรข้างหน้าที่ไฟหน้ารถส่องถึงเท่านั้น
วิวอย่างเดียวที่พอจะมองได้คือดาวบนฟ้าที่สว่างจนมองเห็นเป็นกลุ่มดาวต่างๆได้อย่างชัดเจน

เป็นการนั่งรถที่มี level ความทรมาณเกือบเข้าขั้น max เพราะเราโคดจะง่วงนอน แต่ก็นอนไม่ได้
ยิ่งนั่งหน้า ยิ่งนอนยากเข้าไปใหญ่ มัน suffer จนคิดว่า
ถ้าวิวมันไม่คุ้มอย่างที่บอกจริงๆนะ จะกระโดดกัดเพื่อนข้างหลังเรียงตัวเลย
ระหว่างทางก็มีการตรวจนู่นนี่นั่น คนขับก็จะขอพาสปอร์ทเราไป
เอาไปทำเรื่องเข้าเขต ตรงนี้เราก็ต้องตื่นมาคอยระวัง ให้เค้าเห็นว่า เราก็ดูเค้าอยู่นะ
ไม่ใช่จะหลับอย่างเดียว เขาจะเอาเราไปไหน ไปทำอะไรก็ได้

and the morning comes

เราหลับไปซักพัก ก็เริ่มเช้าเริ่มมองเห็นอะไรๆมากขึ้น ระหว่างทางก็เจอฝูงแกะฝูงแพะไปเรื่อย
ยิ่งเริ่มเช้าก็ยิ่งเห็นวิวชัดขึ้น วิวระหว่างทางมันทำเอาเคลิ้มจริงๆแฮะ ไม่ได้เว่อร์เลย
เริ่มเป็นภูเขา เป็นป่าสน ต้นเล็กต้นใหญ่ หุบเขาเล็กใหญ่
อย่างที่เราบอกว่า เปรียบเลห์เป็นฝุ่นดินสีน้ำตาล ส่วนแคชเมียร์เปรียบเป็นหุบเขาต้นสน
ถ้าใครเคยดู moomin ก็จะนึกถึงการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นมาทันที มันเป็นเหมือนหุบเขาในเรื่อง moomin เลย
มีต้นสนขึ้นเรียงกันอยู่บนหุบเขา และหายเข้าไปในหมอกด้านบน
เรียงแบบนี้ยาวตลอดทาง เคลิ้มมากๆ คุ้มละล่ะที่นั่งลำบากมา

000006

Untitled-6

House boat

ถึงศรีนากาแล้ว เราจะพัก house boat กันที่ทะเลสาบ Dal lake มันจะมีสองฝั่ง
ฝั่งที่สงบคือฝั่ง Nigeen Lake กับฝั่งที่ติดบ้านเรือนผู้คนหน่อยคือ Dal Lake
พวกเราพักฝั่งที่ติดบ้านเรือนคน มันก็ไม่ได้แย่นะ ก็โอเคเลยแหละสะดวกดีด้วยเวลาจะออกมาหาของกิน

มาถึงตอนเลือก house boat กับ taxi ที่จะพาไปที่ต่างๆที่แพลนไว้ ก็ไปเลือกจิ้มๆเอาตรงนั้นเลยแหละ
ไม่ได้แพลนอะไรไปทั้งนั้น กว่าจะเลือกได้ ปวดหัวแทบตาย
การแย่งลูกค้าและhard sale ในแบบอินเดียๆกลับมาแล้ว

ที่นี่จะขึ้นฝั่งหรือจะไป house boat ต้องใช้เรือ Shikara (ชิคาร่า บางคนเรียกสิคารา)
เป็นเรือยาวลำเล็กๆพายไป เราชอบนะ น้ำก็ใสจนเห็นสาหร่ายหางกระรอกข้างล่างเลย
มีปลาตัวเล็กๆด้วย แปลกใจมาก นึกว่าน้ำจะเน่า เปล่าเลย
แค่มีขยะลอยๆอยู่นิดหน่อยเอง ตอนเราไปอ่ะนะ

ใครที่พัก house boat อย่าพลาด ตลาดน้ำตอนเช้า วุ่นวายดีนะ เราชอบมาก
แสงกำลังดี ของขายเต็มไปหมด ผัก ผลไม้ ขนม ข้าวของต่างๆ
ต่อรองค้าขายกันเยอะแยะไปหมด สนุกดีจัง

และเช้าๆจะมีเรือพายมาขายของ ขายดอกไม้น่ารักๆ ขายขนม ขายฟิล์ม ที่หน้าบ้าน ถ้าเราตื่นทัน
ลองออกมารอๆดู ถ้าอยากซื้อ ถ้าไม่อยากโดน hard sale ก็นอนหลับต่อไปเถอะ
แต่ยังไงเขาก็จะหาทางเอาของมาขายถึงในเรือที่เราพักอยู่ดีแหละ เตรียมตัวได้เลย

10620552_10204318528178394_50368835478423151_n

10308140_10204318538138643_9005585137387937401_n

10574333_10204318577099617_4114806954107815863_n

10628450_10204318543658781_1298135470456543254_n

แผนในแคชเมียร์

อันที่จริงเราวางแผนจะนอน house boat ที่ Srinagar แค่คืนเดียว
แล้วไป Sonamarg, Gulmarg, Pahalgam เลือกค้างที่ใดที่หนึ่งอีกคืน
แต่ด้วยความที่ผิดแผนไปหน่อย จำนวนวันเลยลดลง ไปไม่ทัน
เราเลยได้แต่นอนที่ Srinagar กันสองคืนเลย

อย่าไป!!

เตือนไว้ก่อนนะ ใครที่จะมานี่ให้ตัด “สวนดอกไม้” อะไรทั้งหมดในเมือง srinagar ทิ้งให้หมดเลย
สำหรับเราเราว่าเสียดายเวลามาก อยากจะร้องไห้  ไม่มีอะไรเลยนอกจากดอกไม้เหี่ยวๆ
แดดแรงๆ คนดูดบารากุที่มีอยู่แทบจะทุกสวน น้ำพุที่มีทั้งคนล้างเท้าและล้างหน้า
และคนประหลาดๆที่อยู่ดีๆพุ่งเข้ามานอนอยู่ข้างหน้าเราซะงั้น
แต่ก็นั่นแหละ ช่างมัน ถือเป็นวันตลกๆอีกวันนึง

10616640_10204318502857761_3019287063035480448_n

Untitled-3

ps. บ้าน house boat มันคือตอนช่วงที่อังกฤษเข้ามาขยายอานาเขตที่อินเดีย แต่ไม่สามารถซื้อที่ดินสร้างบ้านได้
เลยต้องสร้างเรือขึ้นมาไว้เพื่ออยู่ และพอตอนเลิกราออกไป ก็ไม่ได้เอาไปด้วย ทิ้งไว้ในคนอินเดียรุ่นนั้น
ก็ตกทอดกันต่อๆมาจนถึงวันนี้ (เจ้าของบ้านเล่าให้ฟัง)

Ready to taste?

พร้อมลองของใหม่กันไหมล่ะ?

10985_10204318509617930_5329141215678498965_n

สิ่งที่เตรียมมาทุกครั้งเวลามาอินเดียคือ ‘ยาแก้ท้องเสีย’ แต่ก็ไม่เคยท้องเสียซักครั้งนะ
อยู่ศรีนากาได้ลองอะไรเยอะกว่าครั้งที่แล้วเยอะเลย ที่ดังๆของที่นี่ก็มี
Mughal darbar :
ร้านที่มีร้านเค้กอยู่ด้านล่าง ส่วนร้านอาหารจะอยู่ด้านบน
เมนูลือชื่อคือ Kashmiri ‘Wazwan‘ มันเป็นเนื้อปั้นเป็นก้อนกลมๆราดน้ำซุป
พร้อมเครื่องเคียงไรไม่รู้เยอะแยะเลย
(ซึ่งเรากินกันไม่หมด เพราะรสชาติมันสุดจะบรรยาย กลิ่นเนื้อแรงมาก)
คนเสิร์ฟก็จะชอบมาถามว่า ‘อร่อยไม๊’ ‘อร่อยแล้วทำไมกินไม่หมดล่ะ’ 555 โอ๊ย
(นอกนั้นร้านขนมที่เขาบอกมาแต่เราไม่ได้ไปกินก็มี Jan bakery, Shakdi sweet)
Kulab jamund :
ขนมกุหลาบจามุน ขนม the must ของที่นี่
บางร้านก็อร่อยดีนะ เป็นแป้งกลมๆ เชื่อมกับน้ำหวานๆ
ขนมรูๆ :
อันนี้เราจำชื่อไม่ได้จริงๆอ่ะ
มันเป็นแป้งกลมๆกลวงๆข้างในที่ต้องเอานิ้วเจาะรูแล้วราดเครื่องเข้าไปข้างในแล้วค่อยกิน
มาอินเดียครั้งที่แล้วไม่ได้กิน เพราะใจไม่ถึง ครั้งนี้เห็นร้านดูไม่สกปรกเลยจัดซักหน่อย
ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ แต่ถ้าถามว่าจะกินอีกครั้งไหม ก็คงไม่กล้า ฮ่าๆๆ
– Khawa Tea  :
ชาขึ้นชื่อที่คนขับคิ้วต่อกันเป็นคิ้วเดียวพาเราไปกินกับร้านที่เขาได้ % และแวะซื้อของฝากตรงนั้น
คนขับพาไปดูพรมแคชเมียร์ด้วยนะ แต่ผืนละหมื่น คิดว่าหนูจะซื้อกันไหม??
– Maggi :
เดี๋ยวนี้ขึ้นเขาลงห้วย สิ่งแรกที่จะสั่งแบบเซฟๆคือ maggi with egg
เพื่อนเราถึงกับซื้อกลับมากินที่นี่ แต่ผัดยังไงก็ไม่เหมือนเค้าทำอ่ะ

1795492_10204319032310997_724985488786149055_n

Pahalgam, Sonamarg, Gulmarg,

Top 3 the must place in Kashmir!
เราเลือกไปได้แค่สองอัน เพราะเวลาไม่พอ คือ Pahalgam กับ Sonamarg

Pahalgam

แค่ได้ดูระหว่างทางที่นั่งรถไปพาฮาลแกมก็พริ้มแล้ว

10620559_10204319118473151_5698288271055782557_n

คำจำกัดความพาฮาลแกมของเราคือ “ป่าสนใหญ่ กลุ่มยิปซี และทางคดเคี้ยว”
ต้นสนที่นี่จะเป็นต้นใหญ่ๆ ที่โซนามาร์กจะเป็นต้นเล็กๆกว่านี้
นั่งม้าขึ้นมากันจากในเมือง เขาก็พาม้าจูงขึ้นมาตามทางขึ้นเขา ทางก็ชั๊นน ชัน ม้าก็ยังขึ้นมาได้ (ม้าเราชื่อ ราชา)
ส่วนใหญ่เขาจะจูงแค่ตัวหน้า กับตัวหลัง ตัวอื่นๆก็จะตามๆกันมา มีดื้อวิ่งออกนอกทางบ้างนิดหน่อย
เขาจะไม่ได้จูงกันตลอดเวลา มีให้เราบังคับม้าเองบ้าง แต่มันจะไม่วิ่งมันจะแค่เดินเร็วๆ ไม่ต้องกลัว
ระหว่างทางม้าก็ปล่อยอึออกมาบ้างเป็นเรื่องปกติ บางทีก็ตดอีกตะหาก

สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือ enjoy the moment เพลิดเพลินไปกับป่าสน ใหญ่รอบๆตัว
สนุกกับการขี่ไม่ให้ม้าออกจากทาง และเชื่อใจในฝีก้าวของมัน

Untitled-2

10603797_10204319087832385_870359423272880554_n

Gypsy

ที่นี่ยิปซีอยู่ค่อนข้างเยอะ เห็นได้ทั่วไป คนจูงม้าห้ามไม่ให้พูดหรือให้อะไรกับพวกยิปซีทั้งนั้น
เขาจะเสียนิสัยและขอไปเรื่อยๆ ตามเราไปเรื่อยๆ

1609751_10204319054151543_3658831846912262081_n

10593082_10204319039271171_295318795652568364_n

ขี่ม้าไปซักพักจะมีคนเอากระต่ายมาให้ถ่ายรูปด้วย ถ้าอยากถ่ายก็ถ่ายไป มันเป็นกระต่ายป่า น่ารักดี
แต่เราไม่รู้ว่าจับมากๆมันจะช้ำมือหรือเปล่านะ ราคาก็ 5-10 บาทเอง

ขึ้นไปด้านบนสุดจะเป็นลานโล่งๆกว้างๆ มีที่ให้พักกินชา กิน maggi กัน และให้ม้าได้พักด้วย

1899935_10204319055631580_5686003676636702123_n

Sind river

พอขี่ม้าเสร็จ ก็มาเดินเล่นกันที่แม่น้ำ sind ด้านล่าง จะมีที่ให้ picnic นิดหน่อย
มาหาขนมกิน เดินเล่นกันก่อนกลับ ที่นี่เราว่ามีความเป็นเมืองเล็กๆมากกว่าที่ Sonamarg นะ
จะพักที่นี่ซักคืนก็ได้ แต่เราอยากพักที่ Pahalgam มากกว่ามันดูห่างไกลความเจริญดี
แล้วผู้คนก็หน้าตาแปลกๆดีด้วย จบวันอีกละ กลับเรือบ้านของเรากันดีกว่า : )

Sonamarg

เราออกกัน 9 โมง ถึงนี่เที่ยง ขี่ม้าเสร็จบ่ายสองครึ่ง
วันที่ฝนตกแบบไม่ได้ตั้งตัว ฝนเม็ดใหญ่มาก รู้เลยว่าหนาวมากมาก เพราะมันเย็นมาถึงข้างในรถ
แทบไม่มีคนเลย มีแต่พวกเราสี่คนเนี่ยบนหุบเขากว้างๆนี่ แต่เราก็ยังตัดสินใจว่า เอาวะ
ไหนๆมาแล้วนี่ อยากจะรู้ว่าข้างในป่านั่นมันมีอะไร มันจะสวยได้มากกว่านี้ไหม

พวกเราลงมาใส่บูท และเสื้อกันฝน แล้วเลือกม้าที่จะขี่

เราสะพายกล้องตัวเดิมที่เราเอามันขึ้นภูเขาฝุ่นกำมะถัน เอามันออกไปรับไอน้ำเกลือกลางทะเล
เอามันคลุกทรายโดยไม่เคยกลัวว่ามันจะพัง เพราะทุกครั้งที่หยิบกล้องออกมาเราคิดดีแล้ว
ว่ามันคุ้มที่จะบันทึกอะไรที่ควรจะจำเอาไว้ ของมันมีไว้ให้ใช้ มีกล้องแล้วไม่ถ่ายรูปจะมีมันทำไม
รักกล้องตัวนี้มากเพราะไปลุยถึกด้วยกันมาตลอด ไม่เคยมีงอแง ไม่เคยเอาไปล้างและไม่เคยพัง
แล้วก็อย่างเคย มันบันทึกทุกอย่างไว้ได้อย่างดี (ไม่ใช่รูปข้างล่างนะ รูปข้างล่างจาก iphone)

Untitled-4

ที่นี่เป็นที่ที่เราหัวใจพองโตมากที่สุดเท่าที่เคยรู้สึกมา ทุกอย่างมันลงตัวที่สุด
เรายังจำจังหวะบนหลังม้าได้ จังหวะที่ควบมันวิ่งไปในหุบเขา แบบลืมไปว่าไม่เคยขี่ม้าวิ่งมาก่อน
ไร้พันธนาการ ไร้สายคล้องจูง จังหวะที่วิ่งเหยาะๆมันอาจจะทำให้เราจุกๆ แต่พอวิ่งเต็มฝีเท้าเมื่อไหร่
เป็นอะไรที่สนุกมากกก ขอแค่รู้จังหวะของมัน วิธีที่จะสื่อสารกับม้าให้มันชะลอ ให้มันวิ่ง ให้มันหยุด
มันรู้สึกดีมากๆจริงๆ (แต่เราไม่แนะนำให้ทำนะ อาจจะเกิดอันตรายได้ สำหรับคนที่จับจังหวะไม่ถูก)

Untitled-5

พอคนขี่ม้าดูรู้ว่าเราบังคับมันได้เขาก็จะปล่อยเราระดับนึง ให้เราได้บังคับเองบ้าง ได้วิ่งบ้าง
ม้าสี่ตัวนี้เป็นพี่น้องกันหมด ตัวของเราแก่สุด ชื่อ Berdon จะเป็นตัวนำตัวอื่นๆ
ฝนตกตลอดเวลา มือก็ชา ปากก็สั่น แต่ตลอดทางคือหัวใจที่พองโต และยิ้มแบบหยุดไม่ได้

เราหยุดพักที่ camp ของคนเลี้ยงม้าที่นั่นแป๊บนึง ชงชากินกันแล้วผิงไฟให้มืออุ่นขึ้น
คุยนู่นคุยนี่ ก็ซื้อขนมกินนิดหน่อย แล้วก็ขี่กลับกันอีกทางนึง

ทางนี้ขึ้นไปถึงทุ่งหญ้าสีทองกว้างๆสุดสายตา สวยมากกก มองไปเห็นวิวหุบเขาและ เมืองข้างล่างเล็กๆ
โอ้ยยย ฟินน นึกถึงทีไรก็มีความสุขอ่ะ แล้วยิ่งเป็นคนที่ชอบฝนอยู่แล้วด้วย อะไรที่มีฝนเข้ามาเกี่ยวนี่
จะจำความรู้สึกได้ดีขึ้นเป็นสองเท่าเลย

ต้องไปอีกทีแน่ๆ แต่กำลังคิดอยู่ว่าจะมาหน้าอะไรดี ถ้ามาหน้าหนาวก็จะได้เล่นสกีกับขึ้น cable car นะ
มาช่วงหยุดวันแม่จะบอกว่า 15 สิงหาเป็น independent day of india ร้านค้าและกิจการส่วนใหญ่จะปิด
เพราะฉะนั้นเลี่ยงที่จะมาช่วงนั้นได้ก็ดี

คิดว่าน่าจะจบละล่ะ
see you again Kashmir, the best place of mine ; )

End of this trip

Budgeting

All trip budget

Plane [BKK>Delhi : Srinagar(Kashmir)>BKK] : 580$
Delhi budget : 23$
Ladakh budget :
146 $
Kashmir budget : 415$

SUM 1,164$ /person


Say hi :))

FB : facebook.com/mymithuna27
IG : instagram.com/mithuna27
TW : twitter.com/mithuna27

(Visited 36 times, 1 visits today)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *